แมสเซ็นเจอร์ส่งเอกสารรายเดือนสกู๊ตตาร์ ดียังไง

หากองค์กรของคุณต้องส่งเอกสารด่วนอยู่เป็นประจำ เช่น เอกสารสัญญาระหว่างคุณกับพาร์ทเนอร์ หรือการเก็บเช็ค วางบิล ระหว่างคุณและลูกค้า รวมถึงเอกสารธุรกรรมต่างๆ ที่ต้องไปทำที่ธนาคารเป็นประจำ การเรียกใช้แมสเซ็นเจอร์ส่งเอกสารแบบรายเดือนอาจเป็นทางออกที่ดีกว่าการเรียกใช้แบบรายครั้ง และนี่คือเหตุผลหลักที่ทำไมคุณควรเลือกใช้บริการแมสเซ็นเจอร์ส่งเอกสารรายเดือน สกู๊ตตาร์

เหตุผลที่ต้องส่งเอกสารกับ
แมสเซ็นเจอร์รายเดือน SKOOTAR

เหตุผลที่ต้องส่งเอกสารกับ
แมสเซ็นเจอร์รายเดือน SKOOTAR

ราคาที่คุ้มค่าในระยะยาว

สำหรับธุรกิจหรือบุคคลที่ต้องส่งเอกสารเป็นประจำ การใช้บริการแมสเซ็นเจอร์รายเดือนจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการจ้างส่งแบบรายครั้ง เพราะจ่ายค่าบริการที่ชัดเจน สามารถใช้ได้ทั้งเดือน ที่สำคัญเมื่อคุณทราบค่าใช้จ่ายที่แน่นอนไว้ล่วงหน้ายังช่วยให้คุณควบคุมและคาดการณ์งบประมาณได้ง่ายกว่า

ประหยัดเวลา เมื่อเรียกใช้งาน

แมสเซ็นเจอร์รายเดือน คือการที่คุณมีแมสเซ็นเจอร์ประจำที่คุ้นเคยกับรายละเอียดการทำงานของคุณ ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายงานใหม่ทุกครั้ง เหมือนกับการเรียกใช้บริการรายครั้ง

ส่งเอกสาร

ปลอดภัย เป็นมืออาชีพ ไว้ใจได้

นอกจากความสะดวก รวดเร็วทันใจ และประหยัดเวลาของบริการแล้ว สกู๊ตตาร์มีการตรวจสอบประวัติ* และอบรมการทำงานให้กับแมสเซ็นเจอร์ของเราก่อนออกทำงานจริง เพื่อคุณภาพการบริการและความปลอดภัยที่หน้างานให้กับลูกค้า คุณจึงมั่นใจได้ว่าเอกสารสำคัญของคุณจะถูกจัดส่งอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และทันเวลา เป็นมืออาชีพ ช่วยให้ธุรกิจของคุณดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

ติดตามง่าย สั่งงานสะดวก

สำหรับการใช้บริการแบบรายเดือน สามารถเรียกใช้บริการได้ทันทีผ่านแอปฯ โดยไม่ต้องกรอกข้อมูลหรือชำระเงินใหม่ทุกครั้ง หรือหากมีการสั่งงานซ้ำในรายละเอียดเดิม ก็ไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดซ้ำ ช่วยให้การส่งเอกสารเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว รวมทั้งมี Real-time Tracking ที่สามารถติดตามได้ผ่าน GPS ว่าแมสเซ็นเจอร์เดินทางถึงไหนแล้ว พร้อมแชร์สถานะให้ผู้รับเอกสารที่ปลายทางได้

แมสเซ็นเจอร์รายเดือนส่งเอกสาร

สนใจสมัครใช้งาน
แมสเซ็นเจอร์รายเดือนสกู๊ตตาร์
ติดต่อได้ที่นี่

7 ข้อดี เลือกใช้แมสเซ็นเจอร์รายเดือนสกู๊ตตาร์

  1. ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานประจำ
  2. มีประกัน*
  3. มีแมสฯ ทดแทนให้ หากขาดงาน
  4. มีรีพอร์ตการใช้งาน สามารถดาวน์โหลดได้
  5. สามารถติดตามแมสฯ ผ่านระบบ GPS ได้เรียลไทม์
  6. มีทีม Customer service คอยช่วยเหลือทุกวัน
  7. สมัครเป็นลูกค้าธุรกิจ วางบิลได้*

แมสเซ็นเจอร์รายเดือนสกู๊ตตาร์ ส่งเอกสารประเภทไหนได้บ้าง

แมสเซ็นเจอร์รายเดือนสกู๊ตตาร์
มีทั้งหมด 2 แพ็คเกจ

แมสเซ็นเจอร์รายเดือนสกู๊ตตาร์ มีทั้งหมด 2 แพ็กเกจ

แมสเซ็นเจอร์รายเดือนส่งเอกสาร

ราคารวมค่าน้ำมัน ค่าสึกหรอ สวัสดิการ และประกันอุบัติเหตุของคนขับแล้ว* ค่าล่วงเวลาในวันทำการปกติ คิดเพิ่ม 1.5 เท่า/ชม. ทำงานวันหยุด คิดเพิ่ม 2 เท่า/ชม. ล่วงเวลาในวันหยุด คิดเพิ่ม 3 เท่า/ชม.

ราคารวมค่าน้ำมัน ค่าสึกหรอ สวัสดิการ และประกันอุบัติเหตุของคนขับแล้ว*
ค่าล่วงเวลาในวันทำการปกติ คิดเพิ่ม 1.5 เท่า/ชม. ทำงานวันหยุด คิดเพิ่ม 2 เท่า/ชม. ล่วงเวลาในวันหยุด คิดเพิ่ม 3 เท่า/ชม.

บริการแมสเซ็นเจอร์รายเดือนจึงเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับลูกค้าที่ต้องส่งเอกสารหรือพัสดุเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นในระดับบุคคลหรือองค์กร เพราะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย พร้อมอำนวยความสะดวกในการทำงานด้านเอกสารสัญญา เก็บเช็ค วางบิล หรือเอกสารอื่นๆ ทั่วไปได้เป็นอย่างดี

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
*สกู๊ตตาร์ให้บริการเฉพาะพื้นที่กทม. และปริมณฑลเท่านั้น

บริการส่งเอกสารด่วนกทม. และปริมณฑล โดยแมสเซ็นเจอร์มืออาชีพ

ส่งเอกสารด่วน ส่งเอกสารด่วนกทม. บริการส่งเอกสาร

บริการส่งเอกสารด่วนด้วย SKOOTAR แมสเซ็นเจอร์

ในโลกของธุรกิจยุคใหม่ที่ต้องแข่งขันกับเวลา การส่งเอกสารด่วนถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกองค์กร SKOOTAR ผู้ให้บริการส่งเอกสารด่วนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล พร้อมตอบโจทย์ความต้องการด้วยบริการแมสเซ็นเจอร์คุณภาพ รวดเร็ว ปลอดภัย ในราคาที่คุ้มค่า เหมาะสำหรับทั้งเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหาร และพนักงานในแผนกต่างๆ ที่ต้องการส่งเอกสารสำคัญอย่างเร่งด่วน

จุดเด่นของบริการแมสเซ็นเจอร์ส่งเอกสารโดย SKOOTAR มีดังนี้

  1. แมสเซ็นเจอร์ผ่านการคัดเลือกและอบรมเป็นอย่างดี รวมถึงตรวจสอบประวัติอาชญากรรม*
  2. ติดตามสถานะการจัดส่งแบบเรียลไทม์ผ่านระบบ GPS แชร์สถานะให้ผู้รับทราบได้
  3. ใช้งานง่ายผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ได้ทุกวัน ไม่มีวันหยุด
  4. มีประกันความเสียหาย* ช่วยให้คุณอุ่นใจมากยิ่งขึ้น
  5. มีระบบบันทึกข้อมูลการใช้งาน สามารถดาวน์โหลดรายงานได้
  6. มีบริการเสริมวางบิล เก็บเช็ค ติดต่อหน่วยงานราชการ
  7. เลือกจ้างแมสเซ็นเจอร์ได้ทั้งแบบรายครั้ง รายเดือน หรือเหมาจ่ายเป็นชั่วโมง
  8. มีสิทธิประโยชน์ ยิ่งใช้ยิ่งคุ้ม
  9. มีฟีเจอร์รวมใบแจ้งหนี้หลายใบให้เหลือเพียง1ใบ ลดภาระงานเอกสาร
  10. กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลในระบบของผู้ใช้งานแต่ละคนได้
  11. มีทีม CS พร้อมให้บริการตลอดทุกวัน ไม่มีวันหยุด

สรุปบริการแมสเซ็นเจอร์ส่งเอกสารด่วนจาก SKOOTAR

ด้วยจุดเด่นมากมาย บริการแมสเซ็นเจอร์ส่งเอกสารด่วนจาก SKOOTAR จึงเหมาะสำหรับธุรกิจยุคใหม่ที่ต้องการความรวดเร็ว แม่นยำ ในการส่งเอกสารสำคัญ สนใจสมัครทดลองใช้งานหรือเปิดบัญชีธุรกิจวันนี้ รับสิทธิพิเศษสำหรับทดลองใช้งานติดต่อเราเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือใช้บริการได้แล้ววันนี้

ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษเพื่อให้ฝ่ายขายติดต่อกลับได้ที่นี่

บทความที่เกี่ยวข้อง
https://www.skootar.com/messenger-service

 

เทียบกันชัดๆ ส่งสินค้าออนดีมานด์ vs ส่งแบบทั่วไป เลือกแบบไหนดีที่โดนใจลูกค้า

              ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจสูง การเลือกวิธีการจัดส่งสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ วันนี้เราจะมาแนะนำข้อดี-ข้อเสีย และข้อได้เปรียบที่แตกต่างกันของการส่งสินค้าแบบออนดีมานด์ (On-demand Delivery) และการส่งสินค้าแบบทั่วไป

การส่งสินค้าด่วนแบบออนดีมานด์

              บริการขนส่งสินค้าด่วน ที่มักมาพร้อมแพลตฟอร์มออนไลน์หรือแอปพลิเคชัน ที่สามารถเรียกรถขนส่งให้มาช่วยรับส่งสินค้าได้ผ่านระบบออนไลน์แบบง่ายๆ ด้วยจุดเด่นด้านความสะดวก ความยืดหยุ่น และการรับ-ส่งที่รวดเร็วทันใจ ติดตามได้ มีมาตรฐานในเรื่องของโครงสร้างราคาที่ชัดเจน เช็กราคาได้เองผ่านระบบออนไลน์ได้ง่ายๆ

              ในขณะที่การส่งสินค้าแบบทั่วไปเป็นบริการแบบดั้งเดิม ที่มีการนัดหมายวันเวลารับ-ส่งสินค้า แต่มักมีข้อดีในเรื่องของราคาที่ถูกกว่า และความครอบคลุมพื้นที่ให้บริการที่กว้างกว่า รวมถึงมีความยืดหยุ่นในการเจรจาต่อรองกันหน้างานมากกว่าการส่งสินค้าด่วนแบบออนดีมานด์ ที่ต้องยึดถือข้อมูลการตกลงผ่านข้อมูลการสั่งงานผ่านระบบเป็นหลัก เพราะแท้จริงแล้วแพลตฟอร์มแบบออนดีมานด์เดลิเวอรี มีหน้าที่หลักเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงและบริหารระบบรวมถึงบริหารการจัดส่งให้เรียบร้อยด้วยดีทั้งฝ่ายลูกค้าที่ต้องการสั่งงานขนส่ง และฝ่ายพนักงานขับรถร่วมส่งของ จึงจำเป็นต้องยึดถือข้อมูลตามระบบเป็นสำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดทั้งในด้านการสื่อสาร และระหว่างการขนส่ง

ข้อดีของบริการส่งสินค้าด่วนแบบออนดีมานด์

ได้แก่ ความรวดเร็ว ความสะดวก ความยืดหยุ่น และการติดตามสถานะแบบเรียลไทม์ เหมาะกับสินค้าเร่งด่วน แต่มีข้อเสียคือค่าบริการสูงกว่า และพื้นที่ให้บริการอาจยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ 

ส่วนข้อดีของการส่งแบบทั่วไป คือ ราคาถูกกว่า พื้นที่ครอบคลุมกว้าง และเหมาะกับสินค้าทั่วไป แต่ข้อเสียคือใช้เวลานานกว่า ไม่ค่อยสะดวก ไม่ค่อยยืดหยุ่น และติดตามสถานะสินค้าได้ยาก อาจเกิดการสูญหาย หรือเสียหายได้ง่าย

ส่งสินค้าด่วนแบบออนดีมานด์ หรือ ส่งแบบทั่วไป เลือกแบบไหนดีที่โดนใจลูกค้า

สำหรับการเลือกบริการขนส่งสินค้าให้โดนใจลูกค้ามากที่สุด ควรพิจารณาจาก 4 ปัจจัยหลักเหล่านี้

  1. ประเภทงาน และลักษณะของสินค้าที่ทำการขนส่ง
    • สินค้าเร่งด่วน เน่าเสียง่าย เช่น อาหาร และของสด ควรเลือกแบบออนดีมานด์เพื่อความรวดเร็ว และคงคุณภาพของสินค้า งานเร่งด่วนมากๆ ต้องการให้ขนส่งเสร็จถึงมือผู้รับใน 2-3 ชม.
    • สินค้าทั่วไป ไม่เน่าเสีย ส่งช้าได้ เน้นราคาประหยัด เลือกแบบทั่วไปก็สามารถส่งถึงได้เช่นกัน

  2. พฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย
    • กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เน้นความสะดวก ถนัดใช้เทคโนโลยี ชอบความรวดเร็ว การขนส่งแบบออนดีมานด์จึงจะตอบโจทย์
    • กลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้รีบใช้สินค้านั้นๆ เน้นความคุ้มค่า การส่งแบบปกติทั่วไปก็เหมาะสม

  3. พื้นที่การจัดส่ง
    • ถ้าส่งในกทม. และปริมณฑล การส่งสินค้าด่วนแบบออนดีมานด์จะครอบคลุมและส่งได้ไวตามเวลาที่ต้องการเพราะไม่ต้องนำสินค้าเดินทางไปพักที่คลังสินค้าก่อนกระจายสินค้าไปตามจุดส่งต่างๆ
    • ในพื้นที่ต่างจังหวัด พื้นที่ห่างไกล ต้องเลือกผู้ให้บริการที่มีเครือข่ายกว้าง ซึ่งมักเป็นการขนส่งแบบทั่วไป จะมีราคาที่คุ้มค่ากว่า

  4. งบประมาณด้านต้นทุนการขนส่ง
    • ถ้าขายสินค้ามูลค่าสูง ลูกค้ายินดีจ่ายค่าส่งในราคาที่สูงกว่า เลือกส่งแบบออนดีมานด์จะช่วยเพิ่มความพึงพอใจได้ด้วยความรวดเร็ว และมีบริการที่สุภาพ ควบคุมคุณภาพได้ง่ายขึ้น
    • แต่ถ้าสินค้าราคาไม่แพง และราคาส่งมีผลต่อราคาขาย การส่งแบบทั่วไปจะช่วยประหยัดค่าขนส่งได้ดีกว่า

การส่งสินค้าแบบออนดีมานด์จึงเหมาะสำหรับธุรกิจที่เน้นขายสินค้าเร่งด่วน สินค้ามูลค่าสูง การรีบส่งของ ส่งสินค้าระหว่างสาขา ออเดอร์โดยส่วนมากจะจัดส่งอยู่ในเมือง กรุงเทพ-ปริมณฑล และมีงบประมาณด้านการขนส่ง เช่น ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม, ธุรกิจดอกไม้ ของขวัญ และสินค้าเทศกาล, ธุรกิจเภสัชภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์, ธุรกิจแฟชั่นและความงาม เครื่องสำอางค์ อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบB2B, ธุรกิจด้านงานเอกสารสำคัญ และ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

              ส่วนการส่งแบบทั่วไป เหมาะกับธุรกิจที่มีสินค้าหลากหลาย กลุ่มลูกค้าต้องการประหยัดต้นทุนค่าขนส่งมากๆ ดังนั้น การเลือกรูปแบบการขนส่งที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก จะช่วยสร้างความประทับใจ และรักษาฐานลูกค้าไว้ได้ในระยะยาว

              และในปัจจุบัน สกู๊ตตาร์ ให้บริการส่งสินค้าด่วน ส่งเอกสาร และส่งอาหารด้วยคนขับมืออาชีพที่ผ่านการตรวจประวัติ* และอบรมแล้ว หากสนใจสามารถสมัครใช้บริการ และทดลองใช้งานได้ที่ https://www.skootar.com/th/signup  

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

จดทะเบียนบริษัทมีขั้นตอนสำคัญอย่างไรบ้าง

จดทะเบียนบริษัทมีขั้นตอนสำคัญอย่างไรบ้าง

จดทะเบียนบริษัทมีขั้นตอนสำคัญอย่างไรบ้าง
  • การจดทะเบียนบริษัทเป็นเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งของธุรกิจ นอกจากจะเป็นแสดงตัวตนของธุรกิจอย่างเป็นทางการแล้ว การจดทะเบียนธุรกิจยังเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือในระยะยาวอีกด้วย

  • ก่อนที่จะเริ่มต้นบริษัท ผู้ประกอบการควรมีความเข้าใจอย่างชัดเจนว่าการจดทะเบียนบริษัทนั้นมีอยู่ด้วยกันกี่ประเภท แต่ละประเภทมีความแตกต่างกันอย่างไร และขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัทนั้นมีอะไรบ้าง

จดทะเบียนบริษัทมีกี่ประเภท? อะไรบ้าง

หากต้องการเริ่มต้นจดทะเบียนบริษัท อันดับแรกต้องทำความรู้จักกับประเภทของการจดทะเบียนกันก่อน โดยการจดทะเบียนบริษัทนั้นแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้

1. การจดทะเบียนพาณิชย์ (สำหรับบุคคลธรรมดา)

การจดทะเบียนพาณิชย์ประเภทนี้เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กที่มีเจ้าของทำงานเพียงคนเดียว ขายสินค้าหรือบริการง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เช่น บุคคลธรรมดาที่ค้าขายออนไลน์ ระบบร้านค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ บุคคลธรรมดาที่มีอาชีพค้าขาย และมีหน้าร้านเป็นของตัวเอง เป็นต้น ข้อดีของการจดทะเบียนในลักษณะนี้ คือ ผู้ประกอบการจะไม่มีภาระในการทำบัญชีหรือยื่นส่งงบการเงิน และมีอิสระในการดำเนินธุรกิจอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจอาจขาดความน่าเชื่อถือในระยะยาว เข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารได้ยาก รวมไปถึงยังทำให้เจ้าของธุรกิจต้องมีภาระหน้าที่ทางกฎหมายในการรับภาระหนี้สินของธุรกิจแบบไม่จำกัดอีกด้วย

2. การจดทะเบียนบริษัท (สำหรับนิติบุคคล)

เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีเจ้าของ ผู้ลงทุนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป โดยการจดทะเบียนบริษัทจะทำให้มี “บริษัท” มีสถานะเป็น “นิติบุคคล” ที่มีตัวตนตามกฎหมาย แยกจากเจ้าของธุรกิจ เจ้าของบริษัทจึงเป็นอิสระจากหนี้สินของบริษัท (เจ้าของธุรกิจมีภาระการชำระค่าหุ้นให้ครบตามทุนที่จดทะเบียนบริษัทไว้เท่านั้น) อย่างไรก็ตาม บริษัทจะมีภาระหน้าที่แยกจากเจ้าของ โดยบริษัทต้องจัดทำบัญชี เสียภาษี ยื่นประกันสังคมให้พนักงาน เป็นต้น 

แม้การมีภาระหน้าที่ดังกล่าว จะทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกยุ่งยากอยู่บ้าง แต่จะมีข้อดีคือ อัตราภาษีเงินได้ของนิติบุคคลจะไม่เกิน 20% ของรายได้หักค่าใช้จ่าย (ซึ่งน้อยกว่าอัตราภาษีของบุคคลธรรมดาที่สูงสุดที่ 35%) ซึ่งการจดทะเบียนนิติบุคคลสามารถทำได้ 3 แบบ ดังนี้

ห้างหุ้นส่วนสามัญ

การทำกิจการแบบห้างหุ้นส่วนจำกัดสามัญนั้น ใช้กับผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยหุ้นส่วนทุกคนมีสิทธิ์จัดการกับกิจการ และแบ่งปันกำไรจากกิจการได้ แต่ก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบหนี้สินของกิจการอย่างไม่จำกัด ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่ได้จดทะเบีย จะมีสภาพเป็นบุคคลธรรมดา แต่หากมีการจดทะเบียน จะมีสภาพเป็นนิติบุคคลที่เรียกว่า “ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล” โดยหุ้นส่วนทุกคนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหนี้สินของกิจการแบบ “ไม่จำกัดจำนวน” แต่อาจตกลงให้หุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งเป็นผู้จัดการห้างหุ้นส่วนได้  

ห้างหุ้นส่วนจำกัด

ต้องมีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และต้องทำการจดทะเบียนนิติบุคคล โดยความรับผิดชอบของ     หุ้นส่วน จะแบ่งเป็นแบบ “จำกัด” และแบบ “ไม่จำกัด” ความรับผิดในหนี้สินของกิจการ ซึ่งมีความแตกต่างกันดังนี้  

– หุ้นส่วนผู้รับผิดชอบในหนี้สินแบบ “จำกัด” จะรับผิดในหนี้สินกิจการไม่เกินจำนวนเงินลงทุนของตน หุ้นส่วนประเภทนี้จะไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจในกิจการ แต่มีสิทธิ์ที่จะสอบถามการดำเนินงานของกิจการได้

– หุ้นส่วนผู้รับผิดชอบในหนี้สินแบบ “ไม่จำกัด” จะรับผิดในหนี้สินทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากกิจการ และจะมีสิทธิ์ตัดสินใจต่างๆ ในกิจการได้อย่างเต็มที่ 

บริษัทจำกัด

มีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป และต้องจดทะเบียนนิติบุคคล โดยผู้ถือหุ้นทุกคนจะรับผิดชอบในหนี้สินกิจการแบบ “จำกัด” กล่าวคือ ผู้ถือหุ้นมีภาระเพียงแค่จะต้องชำระเงินทุนตามค่าหุ้นที่ได้จดทะเบียนไว้เท่านั้น หากชำระครบแล้ว ผู้ถือหุ้นไม่ต้องรับผิดชอบในหนี้สินที่เกิดขึ้นในกิจการอีกด้วย ทั้งนี้การจดทะเบียนเป็นบริษัทนั้นส่งผลดีทั้งต่อความน่าเชื่อถือ การสร้างระบบการบริหาร การมีระบบบัญชี และเอื้อต่อการระดมทุน รวมทั้งขอสินเชื่อจากธนาคารมากกว่าการจดทะเบียนแบบอื่น

จดทะเบียนบริษัทมีกี่ประเภท

จดทะเบียนบริษัทมีขั้นตอนอย่างไร

ในการจดทะเบียนบริษัทนั้นมีขั้นตอนในการดำเนินการที่สำคัญดังต่อไปนี้

1. ตรวจและจองชื่อบริษัท

ในการตรวจและจองชื่อบริษัทที่จะทำการจดทะเบียนนั้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เปิดบริการให้สามารถเข้าไปตรวจชื่อและจองชื่อบริษัทผ่านทางเว็บไซต์ได้ โดยเราสามารถจองชื่อได้ถึง 3 ชื่อ แต่มีเงื่อนไขว่าชื่อที่จองนั้นจะต้องไม่ซ้ำหรือใกล้เคียงกับบริษัทที่เคยจดทะเบียนไปแล้ว

2. จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ

หลังจากวันที่นายทะเบียนรับรองชื่อบริษัท บริษัทต้องจัดเตรียมหนังสือบริคณห์สนธิเพื่อไปจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ภายใน 30 วัน โดยหนังสือบริคณห์สนธินั้นจะต้องประกอบด้วยข้อมูลสำคัญต่างๆ ดังต่อไปนี้  

  • ชื่อบริษัทตามที่ได้จองชื่อไว้
  • ที่ตั้งสํานักงานใหญ่/สาขา
  • วัตถุประสงค์บริษัท
  • ทุนจดทะเบียน
  • ชื่อ ที่อยู่ อายุ สัญชาติ ของพยาน 2 คน
  • ข้อบังคับ (ถ้ามี)
  • จํานวนทุน (ค่าหุ้น) ที่เรียกชําระแล้วอย่างน้อย 25% ของทุนจดทะเบียน
  • ชื่อ ที่อยู่ อายุของกรรมการ
  • รายชื่อหรือจํานวนกรรมการที่มีอํานาจลงชื่อแทนบริษัท 
  • ชื่อ เลขทะเบียนผู้สอบบัญชีรับอนุญาตพร้อมค่าตอบแทน
  • ชื่อ ที่อยู่ สัญชาติ และจํานวนหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละคน

3. ยื่นคำขอจดทะเบียนบริษัท

หลังจากจองชื่อและจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิแล้ว นายทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะดำเนินการตรวจสอบเอกสาร หลังจากนั้น ให้เราเตรียมไปจดทะเบียนบริษัทได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยเตรียมเอกสาร ดังนี้

  • แบบจองชื่อนิติบุคคล
  • สําเนาบัตรประจําตัวประชาชนของผู้เริ่มก่อการและกรรมการทุกคน
  • สําเนาหลักฐานการรับชําระค่าหุ้นที่บริษัทออกให้แก่ผู้ถือหุ้น
  • แผนที่แสดงที่ตั้งของสํานักงานใหญ่โดยสังเขป

หมายเหตุ: ผู้ขอจดทะเบียนจะต้องลงนามรับรองสำเนาถูกต้องในเอกสารทุกฉบับ ยกเว้นสำเนาบัตรประชาชนที่ต้องให้เจ้าของบัตรลงนามรับรองด้วยตัวเอง

จดทะเบียนบริษัทมีขั้นตอนอย่างไร

จดทะเบียนบริษัทออนไลน์ ทางเลือกใหม่ของธุรกิจในยุคดิจิทัล

หากใครไม่สะดวกเดินทางไปยื่นจดทะเบียน กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีบริการจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ หรือเรียกว่า e-registration โดยเจ้าของกิจการสามารถเข้าไปจดทะเบียนตั้งบริษัทได้ที่เว็บไซต์ของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งให้บริการในรูปแบบ one-stop service คือ เราสามารถยื่นจดทะเบียนที่ไหนก็ได้ เพียงแค่กรอกข้อมูลเพื่อจองชื่อบริษัทไปจนถึงยื่นจดทะเบียนและชำระค่าธรรมเนียมได้ทั้งหมดทางหน้าจอคอมพิวเตอร์เท่านั้น

จดทะเบียนบริษัทแล้ว กิจการมีภาระหน้าที่ที่อะไรบ้าง

หลังจากจดทะเบียนบริษัทเรียบร้อยแล้ว บริษัทจะมีภาระหน้าที่ตามกฎหมายเกิดขึ้น ดังนี้

ภาระหน้าที่รายเดือน

  • จัดทำบัญชี โดยต้องหาผู้ทำบัญชี จัดทำบัญชีพร้อมเตรียมเอกสารประกอบการลงบัญชี ปิดงบการเงิน และจัดให้มีการตรวจสอบงบการเงินโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543)
  • ยื่นส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม หากบริษัทมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้ไม่มีรายการการค้า และให้ยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (หรือหากยื่นผ่านอินเทอร์เน็ต สามารถยื่นได้ไม่เกินวันที่ 23 ของเดือนถัดไป) 
  • ยื่นส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย หากบริษัทมีการจ่ายค่าบริการ จะต้องทำการหัก ณ ที่จ่าย และนำส่งสรรพากร ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป 
  • ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 เงินเดือน ค่าจ้าง สำหรับพนักงานประจำ 
  • ยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับบุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่พนักงานประจำ
  • ยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับนิติบุคคลไทย
  • ยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับนิติบุคคลต่างประเทศ
  • ยื่นประกันสังคม: บริษัทที่ขึ้นทะเบียนนายจ้าง และมีพนักงานประจำ จะต้องนำส่งเงินสมทบประกันสังคม ด้วยแบบ สปส.1-10 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

ภาระหน้าที่รายปี

  • ยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล กลางปี: บริษัทต้องยื่นเสียภาษีเงินได้กลางปี โดยคำนวณจากประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี (ยกเว้นบริษัทที่เปิดกิจการปีแรก ไม่ต้องยื่นภาษีกลางปี) โดยยื่นด้วยแบบ         ภ.ง.ด.51 ภายใน 2 เดือน นับจากรอบระยะเวลาบัญชี 6 เดือน
  • ยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล สิ้นปี: บริษัทต้องเสียภาษีเงินได้สิ้นปี จากกำไรสุทธิในปีที่ผ่านมา โดยใช้แบบ ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วัน นับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี
  • ยื่นส่งงบการเงิน ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

สำหรับผู้ประกอบการท่านใดที่ต้องการจดทะเบียนบริษัทเพื่อเข้าสู่ระบบธุรกิจแบบนิติบุคคลอย่างเต็มตัวก็ควรมีการเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล เอกสารสำคัญต่างๆ การจัดเตรียม เรื่องบัญชีและภาษี นอกจากจะเป็นสิ่งที่ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ยังเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคตอีกด้วย

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ มีบริการรับจดทะเบียนบริษัท จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือจดทะเบียนเลิกกิจการ เพิ่มทุนด้วยทีมงานสำนักงานบัญชีพันธมิตรที่คอยให้คำปรึกษาในทุกแง่มุมในการจดทะเบียนบริษัท เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการจัดตั้งกิจการ

ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://bit.ly/PEAK-Skootar (ไม่มีค่าใช้จ่าย)

PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก
https://m.me/peakengine

8 ข้อควรรู้ เลือกใช้บริษัทส่งพัสดุ ส่งสินค้า เลือกแบบไหนให้ได้มืออาชีพ

ส่งพัสดุ ส่งสินค้า

ส่งพัสดุ กับบริษัทขนส่งมืออาชีพ

เมื่อต้องการส่งพัสดุให้ลูกค้า หรือระหว่างสาขาของบริษัท การเลือกใช้บริการจากบริษัทขนส่งสินค้าเพื่อส่งพัสดุด่วน ส่งสินค้า หรือส่งสินค้าด่วนที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญ ลองดู 8 ข้อควรรู้ในการเลือกใช้บริการส่งพัสดุจากผู้ให้บริการมืออาชีพกันดีกว่า

  1. พนักงานผ่านการคัดกรองและอบรม: เลือกใช้บริการส่งพัสดุด่วนจากบริษัทที่มีการตรวจสอบประวัติของพนักงานขนส่ง และจัดอบรมการทำงานอย่างมืออาชีพ เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานจะให้บริการด้วยความสุภาพ เป็นมิตร และมีมารยาทที่ดี

  2. ใช้งานง่ายผ่านหลากหลายช่องทาง: ควรเลือกผู้ให้บริการส่งพัสดุด่วนที่มีช่องทางการใช้งานที่สะดวก ทั้งผ่าน Website และ Application บนมือถือ รองรับทั้งระบบ iOS และ Android เพื่อความสะดวกในการสั่งงานขนส่งแบบเรียลไทม์หรือล่วงหน้าได้ตามต้องการ

  3. ราคามาตรฐานและโปร่งใส: การมีโครงสร้างราคาในการส่งสินค้าที่ชัดเจน สามารถเช็กราคาก่อนใช้บริการได้ จะช่วยให้คุณวางแผนต้นทุนการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  4. เหมาะสำหรับการส่งสินค้าหลายจุด: หากธุรกิจของคุณมีการกระจายสินค้าจากคลังไปยังหลายสาขา ควรเลือกผู้ให้บริการที่รองรับการจัดส่งแบบหลายจุดหมายในคำสั่งเดียว พร้อมฟีเจอร์จัดเรียงเส้นทางอัตโนมัติเพื่อการขนส่งที่รวดเร็ว และคุ้มค่า

  5. มีรถขนส่งให้เลือกหลายประเภท: ผู้ให้บริการส่งสินค้าที่ดีควรมีรถขนส่งหลากหลายประเภทให้เลือกตามความเหมาะสมของสินค้า ไม่ว่าจะเป็น มอเตอร์ไซค์ รถยนต์ รถกระบะ หรือรถกระบะตู้ทึบ เพื่อให้สามารถส่งสินค้าได้ตรงตามความต้องการของลูกค้า

  6. หลากหลายช่องทางชำระเงิน: ผู้ให้บริการส่งสินค้าด่วนที่ดีควรมีระบบการชำระเงินที่หลากหลาย ทั้งเงินสด บัตรเครดิต พร้อมเพย์ รวมถึงรองรับการวางบิลสำหรับบัญชีธุรกิจ นอกจากนี้ ควรสามารถออกใบเสร็จให้ได้* เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ

  7. ฟีเจอร์เสริมเพื่อธุรกิจโดยเฉพาะ: เลือกใช้บริการส่งสินค้าด่วนจากผู้ให้บริการที่มีฟีเจอร์ต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานในรูปแบบธุรกิจโดยเฉพาะ เช่น การรวมใบแจ้งหนี้ การกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้งาน (Multi account user) เพื่อการบริหารจัดการที่คล่องตัวยิ่งขึ้น และมีบันทึกข้อมูลการจัดส่งที่สามารถดาวน์โหลดได้

  1. ติดตามพัสดุได้แบบเรียลไทม์: บริษัทขนส่งสินค้าที่ดีควรมีระบบติดตามพัสดุผ่าน GPS แบบเรียลไทม์ และสามารถแชร์สถานะการจัดส่งให้ผู้รับทราบได้ทันที จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในการให้บริการของคุณ นอกจากนี้ การมีประกันความเสียหาย* ก็ช่วยสร้างความอุ่นใจให้แก่ทั้งผู้ส่งและผู้รับสินค้า

  2. บริการช่วยเหลือทุกวัน ไม่มีวันหยุด: หากเกิดปัญหาหรือข้อสงสัยใดๆ ในการใช้บริการจากบริษัทขนส่งสินค้า การมีทีม Customer service ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือทุกวันตลอดปีโดยไม่มีวันหยุด จะทำให้คุณมั่นใจได้ว่าธุรกิจของคุณจะสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุด

ปัจจัยทั้ง 9 ข้อนี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาเป็นอันดับต้นๆ ในการเลือกใช้บริการส่งพัสดุ ส่งสินค้าจากบริษัทขนส่งสินค้าเพื่อการบริการที่เป็นมืออาชีพ ตอบโจทย์ความต้องการ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าของคุณ

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และสมัครทดลองใช้งานได้ที่นี่ มีส่วนลดลูกค้าใหม่
https://www.skootar.com/parcel-service 

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
**
ภาพในบทความนี้เป็นภาพเพื่อการประกอบโฆษณาเท่านั้น

5 เหตุผลที่สกู๊ตตาร์ต้องตรวจประวัติ* และอบรมแมสเซ็นเจอร์รายเดือน รายวัน และรายครั้ง

เมื่อบริการส่งเอกสารด่วนด้วยแมสเซ็นเจอร์มีความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

สกู๊ตตาร์จึงต้องเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าที่ใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นแมสเซ็นเจอร์รายเดือน แมสเซ็นเจอร์รายวัน หรือแมสเซ็นเจอร์รายครั้ง ล้วนแต่ต้องผ่านการตรวจประวัติ* และเข้าอบรม เพราะเราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของลูกค้า และความเป็นมืออาชีพของคนขับเป็นอย่างมาก

 

5 เหตุผลที่สกู๊ตตาร์ต้องตรวจประวัติ* และอบรมแมสเซ็นเจอร์

1. เพื่อสร้างความมั่นใจ และความปลอดภัยให้กับลูกค้า

การตรวจสอบประวัติ* ช่วยคัดกรองว่าแมสเซ็นเจอร์รายเดือน รายวัน และรายครั้งของสกู๊ตตาร์เป็นบุคคลที่ไว้ใจได้ ลูกค้าจึงวางใจได้ว่าเอกสารสำคัญ หรือพัสดุจะปลอดภัยระหว่างการรับ-ส่ง

2. อบรมก่อนเปิดระบบ เพื่อคุณภาพการบริการที่ดีกว่า

แมสเซ็นเจอร์ที่ผ่านการอบรมจะมีความเป็นมืออาชีพ ตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบ และรู้ขั้นตอนการดำเนินการของงานเอกสารประเภทต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ช่วยลดความกังวลว่าจะไปติดต่อหน่วยราชการถูกจุดไหม หรืองานเอกสารทางเรือจะทำถูกต้องตามขั้นตอนหรือเปล่า แมสเซ็นเจอร์ที่ผ่านการอบรมจะให้บริการคุณได้อย่างถูกต้องอย่างมือโปร

3. เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาสังคม ในฐานะผู้ให้บริการขนส่ง

สกู๊ตตาร์มีความรับผิดชอบที่จะต้องดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม การตรวจประวัติ* แมสเซ็นเจอร์ของเราถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีสวมรอยเป็นแมสเซ็นเจอร์เพื่อก่อเหตุร้ายได้

4. เพื่อเพิ่มความสามารถ และสร้างมาตรฐานให้กับอาชีพแมสเซ็นเจอร์

การตรวจประวัติ* และอบรมแมสเซ็นเจอร์ ถือเป็นการสร้างมาตรฐานการให้บริการให้กับผู้ที่ทำอาชีพนี้ และหากแมสเซ็นเจอร์บริการได้ดี ก็จะสามารถเพิ่มฐานลูกค้าให้กับตัวเเมสเซ็นเจอร์เอง และสกู๊ตตาร์ได้ด้วย พร้อมส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี โดยจะนำมาซึ่งการเติบโตบนตลาดแมสเซ็นเจอร์ได้ในระยะยาว

5. เพื่อสร้างความไว้วางใจในแบรนด์สกู๊ตตาร์

สกู๊ตตาร์ ใส่ใจในรายละเอียด และมอบความจริงใจให้กับลูกค้า เพราะไม่ว่าจะเเมสเซ็นเจอร์รายเดือน รายครั้ง หรือรายวัน ทุกการบริการจะต้องทำให้ลูกค้าประทับใจได้เสมอ และให้เกิดการบอกต่อเรื่อยๆ

                การตรวจสอบประวัติ* และอบรมให้กับแมสเซ็นเจอร์ของเรา เป็นสิ่งที่สกู๊ตตาร์ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะส่งผลดีกับทุกฝ่าย ทั้งในแง่ความปลอดภัยของลูกค้า และคุณภาพบริการของแมสเซ็นเจอร์ ให้ลูกค้าวางใจได้เมื่อเลือกใช้บริการของสกู๊ตตาร์ แมสเซ็นเจอร์มือโปร

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด *ภาพในบทความนี้เป็นภาพเพื่อประกอบการโฆษณาเท่านั้น

SKOOTAR – บริการ “ส่งพัสดุ” และ “ส่งสินค้า” มืออาชีพเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ

หากคุณกำลังมองหาผู้ให้บริการ “ส่งพัสดุ” หรือ “ส่งสินค้า” ที่น่าเชื่อถือ เพื่อช่วยขับเคลื่อนธุรกิจของคุณ SKOOTAR พร้อมเป็นคำตอบที่ใช่ ด้วยทีมคนขับมือโปร ที่พร้อม “ส่งพัสดุด่วน” และกระจายสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของธุรกิจคุณได้ทุกวัน

 

SKOOTAR_Express_delivery_content

จุดเด่นของบริการ “ส่งพัสดุ” และ “ส่งสินค้า” จาก SKOOTAR ได้แก่

  • โซลูชันเฉพาะสำหรับลูกค้าธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการ “ส่งพัสดุ” แบบ “ส่งด่วน” จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุด หรือการ “ส่งสินค้า” แบบกระจายสินค้าจากคลังไปยังหลายจุดหมาย เรารองรับความต้องการของคุณได้ทั้งหมด
  • ระบบติดตาม “การส่งสินค้า” แบบ real-time พร้อมยืนยันการจัดส่งด้วยภาพถ่าย และประกันความเสียหายของสินค้า* เพื่อสร้างความมั่นใจให้คุณ
  • เชื่อมต่อ API เข้ากับระบบหลังบ้านของบริษัทคุณได้ ทำให้สะดวกในการสั่งงาน “ส่งพัสดุ”

SKOOTAR ยังโดดเด่นด้วยข้อดีมากมายที่ช่วยให้การ “ส่งสินค้า” ของคุณสะดวกยิ่งขึ้น เช่น

  • หลากหลายช่องทางชำระเงิน ทั้งเงินสด บัตรเครดิต โอนผ่าน wallet และวางบิลสิ้นเดือน
  • มีรถหลายประเภทให้เลือกใช้ตามลักษณะ “การส่งพัสดุ” ตั้งแต่มอเตอร์ไซค์ รถยนต์ รถกระบะ ไปจนถึงรถกระบะตู้ทึบ จองผ่านเว็บไซต์หรือแอปได้ทั้ง iOS และ Android
  • ทีมคนขับมืออาชีพที่ผ่านการตรวจประวัติ* และฝึกอบรมก่อนรับงาน รวมถึงฝ่ายบริการลูกค้าที่พร้อมให้บริการทุกวันไม่มีวันหยุด คอยอำนวยความสะดวกในการ “ส่งสินค้า” ให้คุณอย่างดีที่สุด
  • มีประกันความเสียหายในระหว่างการขนส่ง*
ส่งสินค้า ส่งพัสดุด่วน ด้วยสกู๊ตตาร์

นอกจากนี้ เรายังออกแบบบริการมาเพื่อตอบโจทย์ “การส่งพัสดุ” ในรูปแบบองค์กร ด้วยฟีเจอร์ที่น่าสนใจ ดังนี้

  • ระบบ multi-user account ให้หลายคนในบริษัทสามารถสั่งงาน “ส่งพัสดุ” ได้ แต่ยังรวมใบแจ้งหนี้เป็นใบเดียว
  • เทคโนโลยีจัดเรียงเส้นทางเพื่อการ “ส่งสินค้า” ที่รวดเร็ว ประหยัด และมีประสิทธิภาพ
  • บริการเสริมต่างๆ เช่น เก็บเงินปลายทาง ส่งคืนเอกสาร บริการช่วยยกของ* ฯลฯ

จะเห็นได้ว่า SKOOTAR มีบริการที่ครอบคลุมการ ‘ส่งพัสดุ’ และ ‘ส่งสินค้า’ แทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเปราะบาง เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์สำนักงาน ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ เราพร้อมเป็นผู้ช่วยขนส่งให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างมั่นใจ

คุณสามารถใช้งานขนส่งด้วยสกู๊ตตาร์ ได้ผ่านทางเว็บไซต์
หรือใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน ได้ทั้งระบบ iOS และ Android 
สมัครใช้งานได้ที่ https://www.skootar.com/th/signup 
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
– ค่าขนส่งจะเพิ่มขึ้นจากราคาเริ่มต้นตามระยะทาง และหากลูกค้ามีการใช้งานบริการเสริม สามารถเช็กราคา-ก่อนใช้งานจริงได้ในเว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน
– บริการเสริม มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน
– สกู๊ตตาร์ให้บริการเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เท่านั้น
– ภาพในบทความใช้เพื่อประกอบการโฆษณาเท่านั้น
– เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

วางแผนภาษีอย่างไรให้ธุรกิจเติบโตในยุคดิจิทัล

วางแผนภาษีอย่างไรให้ธุรกิจเติบโตในยุคดิจิทัล
  • วางแผนภาษีเป็นเรื่องสำคัญที่กิจการมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเงินของกิจการ หากกิจการมีการวางแผนภาษีที่ผิดพลาด จะส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมาโดยไม่จำเป็น นอกจากนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาที่มีผลทางกฎหมายตามมาด้วย

  • วางแผนภาษีเป็นการเตรียมการเพื่อเสียภาษีอย่างถูกต้อง ตลอดจนใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ อย่างคุ้มค่า เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้น้อยลง ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการเสียภาษีไม่ถูกต้องได้

การวางแผนภาษีเป็นเรื่องสำคัญที่กิจการต้องให้ความสำคัญ เพราะหากหลงลืม ละเลย หรือไม่ปฏิบัติอย่างถูกต้องมาตั้งแต่แรก อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง การจ่ายเบี้ยปรับเงินเพิ่มต่างๆ ซึ่งรวมกันแล้ว อาจจะมากกว่าจำนวนภาษีที่ต้องจ่ายเสียอีก ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ผู้ประกอบการจึงควรวางแผนภาษีเป็นอย่างดี

วางแผนภาษีคืออะไร?

การวางแผนภาษี คือ การวางแผนเพื่อดำเนินการเสียภาษีอย่างถูกต้อง ตลอดจนใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ อย่างคุ้มค่า เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้น้อยลง สามารถชำระภาษีได้ตรงตามกำหนด และประหยัดค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเสียภาษีไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม หรือค่าปรับทางกฎหมายต่างๆ

วางแผนภาษีมีความสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ

การวางแผนภาษีที่มีประสิทธิภาพจะส่งผลดีต่อธุรกิจหลายประการด้วยกัน ดังนี้

  1. ช่วยให้การเสียภาษีของธุรกิจเป็นไปอย่างถูกต้องและครบถ้วน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามกฎหมายภาษีอากร
  2. ช่วยให้กิจการประหยัดภาษีด้วยการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากมาตรการลดหย่อนภาษีจากทางภาครัฐ เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุนด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในช่วงระยะเวลาที่กำหนด สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบการ SMEs ภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของ Covid-19 หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุหรือผู้พิการ เป็นต้น
  3. ช่วยลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบจากกรมสรรพากร หากกิจการมีการวางแผนภาษีที่ดี จะช่วยให้การเสียภาษีต่างๆ เป็นไปอย่างถูกต้อง ช่วยลดความเสี่ยงในการเรียกตรวจสอบภายหลัง และช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการเสียเบี้ยปรับเงินเพิ่มที่อาจเกิดขึ้นได้
  4. การวางแผนภาษีช่วยทำให้ระบบเอกสารทางบัญชีและภาษีมีความเป็นมาตรฐาน เป็นไปตามกฎหมายกำหนด
  5. ช่วยส่งเสริมระบบการควบคุมภายในของกิจการให้มีประสิทธิภาพ ในการวางแผนภาษีมีขั้นตอนสำคัญก็คือการศึกษาแนวปฏิบัติของธุรกิจ ทำให้เห็นปัญหาของระบบการทำงาน จุดเสี่ยง สิ่งที่ควรปรับปรุงไปพร้อมๆ กัน ซึ่งในจุดนี้สามารถนำไปปรับปรุง พัฒนาให้ระบบการควบคุมภายในของกิจการมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้

วางแผนภาษีกับขั้นตอนสำคัญที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้อง

ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าในการวางแผนภาษีนั้นต้องมีการวางศึกษารายละเอียดต่างๆ อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของธุรกิจ หรือประเภทของภาษีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทั้งหมดสามารถนำมาสรุปเป็นขั้นตอน การวางแผนภาษีได้ดังนี้

1. การเตรียมการก่อนการวางแผนภาษีอากร

1.1 การศึกษาทำความเข้าใจธุรกิจ ได้แก่

เป็นการศึกษาทำความเข้าใจธุรกิจในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของธุรกิจ นโยบายทางการงเิน การ วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อนของกิจการ งบการเงิน ตลอดจนสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดนี้จะช่วยให้สามารถเข้าใจธุรกิจก่อนที่จะมีการเริ่มต้นวางแผนภาษีได้เป็นอย่างดี

1.2 เตรียมความพร้อมเรื่องภาษีอากร

หลังจากที่ศึกษารายละเอียดอย่างชัดเจนแล้วว่ากิจการลักษณะธุรกิจเป็นอย่างไร และมีภาษีใดที่เรา    ต้องดำเนินการให้ถูกต้อง ก็ต้องวางแผนที่จะเสียภาษีต่างๆ เหล่านั้นให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในการจ่ายภาษี หรือสิทธิ์ลดหย่อนภาษีที่สามารถนำมาใช้ได้ ต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน

1.3 ระบุปัญหาทางภาษีอากรของกิจการ

ปัญหาภาษีอากรของกิจการได้แก่

ก. ปัญหาความผิดพลาดในการคำนวณภาษีอากร การยื่นแบบแสดงรายการล่าช้าหรือไม่ได้ยื่นแบบ หลักฐานเอกสารทางภาษีไม่ถูกต้องเพียงพอ เป็นต้น

ข. ปัญหาความแตกต่างของหลักเกณฑ์ที่กิจการใช้ในการบันทึกบัญชีกับหลักเกณฑ์ทางภาษี

1.4. การกำหนดบุคลากรในการวางแผนภาษีอากร

บุคลากรที่เกี่ยวข้องในการวางแผนภาษีอากร ได้แก่ ผู้ประกอบการหรือผู้บริหาร ฝ่ายบัญชีและการเงิน  ฝ่ายกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษาภาษีอากร หน่วยงานอื่นในองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น ฝ่ายขาย ฝ่ายบุคคล เป็นต้น โดยบุคลากรที่เกี่ยวข้องดังกล่าว ควรประกอบด้วยผู้ที่เข้าใจประเด็นทางภาษีของกิจการและทราบถึงสาเหตุของปัญหาทางภาษี มีความรู้ความเข้าใจระบบภาษีขององค์กร ผู้ที่สามารถให้ข้อมูลเพื่อใช้ในการวางแผนภาษีได้เป็นอย่างดี เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและลดปัญหาภาระภาษีที่จะ เกิดขึ้นในอนาคต

2. การกำหนดขั้นตอนการวางแผนภาษีอากร

หลังจากที่กิจการมีเตรียมการในการวางแผนภาษีอากรแล้ว กิจการจะต้องกำหนดขั้นตอนการวางแผนภาษีอากรดังต่อไปนี้

2.1 กำหนดประเด็นภาษีอากรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

ประเด็นภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ได้แก่

ก. ประเด็นภาษีอากรทางด้านรายได้ รายได้ที่กิจการได้รับต้องเสียภาษีประเภทใด มีปัญหาที่เกี่ยวข้องอย่างไร

ข. ประเด็นภาษีอากรทางด้านรายจ่าย รายจ่ายของกิจการเกี่ยวข้องกับภาษีประเภทใด มีปัญหาที่เกี่ยวข้องอย่างไร

ค.ประเด็นทางด้านสินทรัพย์และหนี้สิน สินทรัพย์และหนี้สินของกิจการเกี่ยวข้องกับภาษีประเภทใด มีปัญหาที่เกี่ยวข้องอย่างไร

2.2 วิเคราะห์สาเหตุและที่มาของปัญหาทางด้านภาษีอากร 

ปัญหาทางด้านภาษีอากร ได้แก่

ก. นโยบายทางภาษีของกิจการไม่ถูกต้อง ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด

ข. เจ้าของกิจการหรือผู้บริหารไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องภาษีอากร

ค. ผู้ประกอบการขาดการควบคุมให้มีการเสียภาษีที่ถูกต้อง 

ง. กิจการขาดการวางแผนภาษีอากรที่ดี

จ. เจ้าหน้าที่ที่ดูแลรับผิดชอบงานทางด้านภาษีขององค์กรไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีอย่างเพียงพอ 

ฉ. การจัดทำบัญชี เอกสารทางบัญชีและภาษี ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ช. ลักษณะของธุรกิจ สัญญาของธุรกิจ ไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ทางภาษีอากร

2.3 กำหนดเป้าหมายในการแก้ปัญหา

เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ในการวางแผนภาษีเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ของกิจการ เพื่อความถูกต้อง ครบถ้วน และลดค่าใช้จ่ายทางภาษี

2.4 การกำหนดขั้นตอนการแก้ไขปัญหาภาษีอากร

ประกอบด้วย

ก. การจัดประชุมชี้แจงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับเหตุผลในการวางแผนภาษี ปัญหาและสาเหตุของปัญหาภาษีอากร วัตถุประสงค์ของการวางแผน

ข. การจัดให้มีการระดมสมองเพื่อร่วมกันพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา ทำการศึกษาหลักเกณฑ์และกฎหมายสรรพากรที่เกี่ยวข้องกับประเด็นภาษีและร่วมกำหนดแนวทางการแก้ไขที่เป็นรูปธรรม

2.5. การกำหนดแผนการปฏิบัติการ (Action Plan) ในการแก้ไขปัญหาภาษีอากร 

แผนปฏิบัติการ (Action Plan) หมายถึง แผนงานที่กำหนดการปฏิบัติงาน กำหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง มีการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติงานไปในทิศทางเดียวกัน

3. การนำแผนภาษีอากรไปใช้ปฏิบัติจริง

ประกอบด้วย

3.1. ผู้ประกอบการกำหนดนโยบายบัญชีและภาษีที่เหมาะสมเป็นไปตามมาตรฐานทางบัญชีและถูกต้องตามกฎหมายภาษีอากร

3.2. ผู้ประกอบการหรือผู้บริหารมอบหมายงานให้แก่ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ฝ่ายบัญชี ฝ่ายบุคคล ฝ่ายกฎหมาย เป็นต้น นำไปปฏิบัติงานตามแผน

3.3. ผู้เกี่ยวข้องที่รับมอบหมายงาน ทำความเข้าใจแนวปฏิบัติที่ได้รับมอบหมาย จากนั้นจึงจัดทำแผนการปฏิบัติงาน มีการทดลองปฏิบัติงานตามแผน มีการติดตามผล หลังจากมีการนำมาใช้ปฏิบัติงานให้เป็นไปตามแผนทั้งระบบ และมีการรายงานผลการปฏิบัติงานให้ผู้ประกอบการหรือผู้บริหารทราบ

3.4. เจ้าของธุรกิจและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องควรศึกษากฎหมายสรรพากรหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

4. การติดตามประเมินผล

ประกอบด้วย
4.1. การประเมินผลโดยรวม

เป็นการพิจารณาว่ามีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ มีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน

4.2. การประเมินผลปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามแผน H4

เป็นการพิจารณาว่าบุคลากรมีความเข้าใจหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติงาน มีการยอมรับการเปลี่ยนแปลงและให้ความร่วมมืออย่างไร

4.3. การประเมินผลการปฏิบัติ

เป็นการพิจารณาว่าจำนวนเงินที่เสียภาษีอากรถูกต้อง ไม่มีค่าใช้จ่ายเบี้ยปรับ เงินเพิ่มทางภาษี มีการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน ระบบการควบคุมภายในขององค์กรดีขึ้น

4.4. การประเมินความรู้ ความสามารถของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามแผน

เป็นการประเมินผลทางด้านความรู้ ความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง มีการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงาน

การวางแผนภาษีเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่จะช่วยกิจการลดต้นทุน ป้องกันภาระทางภาษีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และบริหารจัดการการเงินได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงไม่ควรละเลยที่จะวางแผนภาษีตั้งแต่เริ่มต้นกิจการ

            PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่จะเป็นพร้อมสนับสนุนธุรกิจให้จัดการบริหารจัดการบัญชีและภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการจัดการเอกสารสำคัญทางธุรกิจ เช่น ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย ตลอดจนข้อมูลเอกสาร รายงานภาษี ทั้งรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ (สำหรับจัดทำ ภ.พ.30) รายงานภาษีหัก ณ ที่จ่าย (สำหรับจัดทำ ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53) ที่ต้องนำส่งกรมสรรพากร ถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ

ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://bit.ly/PEAK-Skootar (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
.
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

5 เหตุผลที่องค์กรธุรกิจควรเลือกใช้บริการ “แมสเซ็นเจอร์รายเดือน” จาก SKOOTAR บริการแมสเซ็นเจอร์มืออาชีพ

แมสเซ็นเจอร์รายเดือน

สำหรับผู้บริหาร หรือเจ้าของกิจการ การเลือกใช้บริการแมสเซ็นเจอร์ที่ดีและเหมาะสม ถือเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การตัดสินใจเรื่องอื่นๆ ในธุรกิจ เพราะแมสเซ็นเจอร์คือตัวแทนภาพลักษณ์ขององค์กร ที่จะส่งมอบเอกสารสำคัญต่างๆ ไปยังมือลูกค้า และหน่วยงานราชการต่างๆที่คุณต้องติดต่อด้วย

หากกำลังมองหาบริการแมสเซ็นเจอร์รายเดือน ที่พร้อมดูแลธุรกิจของคุณแบบมืออาชีพ วันนี้เรามี 5 เหตุผลดีๆ มานำเสนอ ว่าทำไมถึงควรเลือกใช้บริการแมสเซ็นเจอร์จากมืออาชีพอย่าง SKOOTAR ผู้ให้บริการขนส่งด่วนออนไลน์ ที่พร้อมเป็น “แมสเซ็นเจอร์มือโปร” ให้กับธุรกิจของคุณ

  1. มั่นใจในความปลอดภัย – แมสเซ็นเจอร์ของ SKOOTAR ผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม* พร้อมผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางด้านการเดินเอกสารต่างๆ ก่อนมารับงานจากลูกค้า
  2. ติดตามงานได้แบบเรียลไทม์ – ระบบ GPS Tracking ช่วยให้คุณสามารถติดตามสถานะการส่งเอกสาร เก็บเช็ควางบิล หรือเดินหนังสือราชการ ได้แบบเรียลไทม์
  3. สรุปรายงานการทำงานอัตโนมัติ – ด้วยระบบของ SKOOTAR จะมีการสรุปข้อมูลการสั่งงานแมสเซ็นเจอร์ของคุณ เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบและวางแผนงานในอนาคต
  4. คุ้มครองด้วยประกันความเสียหาย* – SKOOTAR มีการประกันความเสียหาย*ที่อาจเกิดขึ้นจากการขนส่งเอกสารสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับธุรกิจของคุณ
  5. บริการทดแทนกรณีติดปัญหา – หากแมสเซ็นเจอร์ประจำเกิดติดปัญหาที่ไม่สามารถไปส่งเอกสารให้คุณได้ ทาง SKOOTAR มีทีมแมสเซ็นเจอร์สำรองที่พร้อมให้บริการทดแทนทันที

หากคุณเป็นผู้บริหาร หรือเจ้าของกิจการที่กำลังมองหาบริการ แมสเซ็นเจอร์รายเดือน สำหรับองค์กร ที่ต้องการความมั่นใจ ความน่าเชื่อถือ พร้อมการบริการที่เป็นมืออาชีพ SKOOTAR คือคำตอบที่ใช่สำหรับคุณ สัมผัสบริการขนส่งเอกสารระดับมืออาชีพ ที่พร้อมอำนวยความสะดวกให้ธุรกิจคุณ เพียงคลิกที่ปุ่ม “ทดลองใช้งาน” ให้ “แมสเซ็นเจอร์มือโปร” อย่าง SKOOTAR เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญ ที่จะช่วยสานต่อความสำเร็จให้กับองค์กรของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง

จัดส่งเอกสาร ด้วยแมสเซ็นเจอร์มือโปร
แมสเซ็นเจอร์มือโปร ส่งเอกสาร ส่งของด่วน ไม่มีวันหยุด

ทดลองใช้งาน

รวม 7 ข้อดี และเหตุผลที่คุณควรเลือก ส่งพัสดุแบบออนดีมานด์

           คุณเคยเจอปัญหาพวกนี้บ้างมั้ย? อยากส่งของด่วนมากๆ แบบ 2-3 ชม. ไม่อยากให้ลูกค้ารอถึง 1 วัน แต่ยังหาบริการที่ตอบโจทย์ไม่ได้ อยากรู้ว่าพัสดุไปถึงไหนแล้ว แต่ติดตามสถานะได้ยาก ถ้าเคยเจอ แสดงว่าคุณอาจจะยังไม่เคยใช้ “บริการส่งพัสดุด่วนแบบออนดีมานด์” เพราะในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไป พฤติกรรมการสั่งซื้อและรับสินค้าของลูกค้าก็เปลี่ยนตาม ใครๆ ก็อยากได้ของไว ส่งวันนี้ รับวันนี้ ถ้าให้รอนานๆ ลูกค้าก็อาจเปลี่ยนใจไปร้านอื่นที่ตอบโจทย์กว่า

ส่งพัสดุด่วน

ส่งแบบออนดีมานด์ ต่างจากส่งพัสดุแบบทั่วไปอย่างไร

✅ การส่งพัสดุด่วนแบบออนดีมานด์ สะดวก รวดเร็ว ส่งได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องรอตามตารางรอบของขนส่ง
✅ เส้นทางการขนส่งมีความยืดหยุ่น ส่งได้หลากหลายจุดหมาย ตามที่ผู้ส่งต้องการ
✅ ผู้ส่งและผู้รับสามารถติดตามสถานะพัสดุแบบเรียลไทม์ ติดตามได้ตลอดการขนส่งว่าถึงจุดไหนแล้ว จะถึงปลายทางเมื่อไหร่
✅ ส่งตรงจากต้นทางถึงปลายทาง ไม่ต้องพักตามจุดพักสินค้าหลายจุด

          เมื่อเทียบกับการส่งพัสดุแบบปกติที่ต้องรอตามรอบ หรือตามตารางเวลา ติดตามสถานะสินค้าได้ยาก หรืออาจสูญหายระหว่างทาง แม้การส่งของแบบออนดีมานด์อาจมีราคาค่าส่งอาจสูงกว่านิดหน่อย แต่มีความสะดวกสบาย และรวดเร็วกว่า ดังนั้น เมื่อเทียบกันแล้วการใช้บริการแบบออนดีมานด์จึงอาจตอบโจทย์ และคุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับความสะดวกรวดเร็ว และความปรับใจของลูกค้าของคุณที่จะได้รับ

7 ข้อดี ส่งพัสดุออนดีมานด์ ที่ใครๆ ก็เลือกใช้ได้

  1. ช่วยเพิ่มความพึงพอใจลูกค้า สร้างโอกาสทางการตลาดมากขึ้น
  2. ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการได้รับสินค้าอย่างรวดเร็ว และไม่อยากเสียเวลารอนาน
  3. มีความสะดวก รวดเร็ว จองได้เลย ส่งได้ทันที ไม่ต้องรอตามตารางเวลา
  4. เส้นทางมีความยืดหยุ่น สามารถส่งได้หลากหลายสถานที่ จากต้นทางถึงปลายทาง
  5. มีประกัน* ส่งตรงถึงมือผู้รับอย่างปลอดภัยด้วยความใส่ใจ
  6. ราคาคุ้มค่า คิดตามระยะทางจริง ราคามีมาตรฐาน เช็กราคาก่อนการสั่งงานได้
  7. ตรวจสอบสถานะของพัสดุได้แบบเรียลไทม์

           โดยไม่ว่าใครก็สามารถส่งพัสดุด่วนแบบออนดีมานด์ได้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ SME ร้านค้าออนไลน์ ผู้ที่ต้องส่งเอกสารสำคัญแบบเร่งด่วน เช่น ใบสัญญาหรือเอกสารสำคัญต่างๆ เอกสารที่จำเป็นต้องรับส่งภายในวันเดียวเท่านั้น การส่งของให้กลุ่มลูกค้าพรีเมียมที่ต้องให้บริการเป็นพิเศษ เน้นความรวดเร็ว หรือคนทั่วไปที่อยากส่งของขวัญ ของฝาก ให้ทันตามเทศกาลสำคัญ วันเกิด โอกาสพิเศษต่างๆ การส่งด่วนแบบออนดีมานด์ก็สามารถตอบโจทย์ได้

ทำไมถึงควรเลือกส่งพัสดุด่วนแบบออนดีมานด์

          ด้วยข้อดีที่หลากหลายทั้งความสะดวกรวดเร็ว การส่งตรงถึงมือ การเช็กสถานะสินค้าแบบเรียลไทม์ ทำให้การส่งพัสดุด่วนแบบออนดีมานด์ เป็นทางเลือกที่ลงตัวที่สุด ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจ ร้านค้า หรือลูกค้าทั่วไป ลองใช้บริการขนส่งรูปแบบใหม่นี้จะช่วยอำนวยความสะดวกสร้างความพอใจให้ได้ทั้งคุณและผู้รับ

อยากลองส่งของแบบออนดีมานด์ เริ่มยังไงดี

สกู๊ตตาร์ ขนส่งด่วนออนไลน์มือโปร ให้บริการขนส่งด่วนแบบออนดีมานด์ไม่ว่าจะเป็นส่งเอกสาร ส่งพัสดุ หรือส่งอาหารกระจายออเดอร์สู่สาขา ซึ่งหากคุณสนใจใช้บริการสามารถสมัคร และใช้งานผ่านเว็บไซต์ https://www.skootar.com/neworder ได้เลย หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน SKOOTAR ได้ทั้งระบบ iOS และ Android 

สามารถ สมัครใช้งาน หรือเข้าสู่ระบบ เพื่อสั่งงานได้ผ่านทางเว็บไซต์ 
https://www.skootar.com/neworder หรือแอปพลิเคชัน SKOOTAR

บทความที่เกี่ยวข้อง

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด